Kitchen-MyFictionRoom

[Fic HP/DM] - Sensitivity [that makes me loving you] - 1shot

posted on 18 Apr 2009 22:47 by giwi-guinevere  in Kitchen-MyFictionRoom

*Edit : หลังจากพลิกตัวไปมาสามตลบ กีวี่ว่าชื่อเรื่องมันผิดgrammarนะ (มีใครสนมั้ย5555) Verbตัวที่2น่าจะตามหลักgerundมากกว่า วันนี้ฤกษ์ดีถือโอกาสแก้ และขอบคุณทุกคอมเมนต์มาก อยากให้ทุกคนรู้ว่าทุกเมนต์มีความหมายมากสำหรับกีวี่นะคะ ขอบคุณจากใจจริงๆ^^

 

ไม่ได้อัพนานมากๆ แต่ความจริงก็เล่นอยู่เกือบทุกวัน (สังเกตได้จากtwitterข้างๆ) วันนี้แต่งฟิกมาฝากนะคะ งั้นก็...มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

 

****** 

Sensitivity [that makes me loving you]

Title: Sensitivity [that makes me loving you] : One-shot story

Author: Giwi [Guinevere]

Category: Fluff / Humor / PWP / AU

Pairing: HP/DM [Side RW/HG, FW/GW]

Rating: PG-13

Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง แฮร์รี่ พอตเตอร์และตัวละครในเรื่องเป็นสิทธิสมบัติของ JK Rowling, Warner's Brother, Bloomsbury, นานมี etc. Except the imagination is mine นะคะ^^

Summary: เดรโกเป็นอะไรไปนะ?

Author notes: อยู่ๆแรงบันดาลใจก็พุ่งกระฉูดขึ้นมาตอนเกือบๆตีหนึ่ง จนเขียนพล็อตทั้งเรื่องจบภายใน10นาที แต่พอเอามาเขียนจริงๆนานหลายวันเลย เรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความหวานเลี่ยนในชีวิต หากต้องการพล็อตซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศคิดแผนสามชั้นกว่าจะรักกันสามชาติ กรุณาหลีกเลี่ยง เพราะทั้งเรื่องเรามีแต่ความหวานปนฮาที่หาสาระไม่ได้จริงๆ

WARNING ก่อนเข้าเรื่อง อีกครั้ง(เพื่อความสบายใจของผู้เขียนและผู้อ่านนะจ๊ะ)

1. Y - Pairing Harry Potter/Draco Malfoy มีSideเล็กน้อยพอให้หอมปากหอมคอ
2. เหมาะสำหรับผู้ที่อยากบริโภคอะไรหวานแสบไส้ เรื่องนี้ไม่สามารถให้สาระอะไรได้จริงๆ
3. ไม่ยาวมาก ตอนเดียวจบค่ะ

มาเริ่มกันเลย...

***********************************************

Epilogue

Draco's POV

...คุณคิดจะเคยหนีออกจากบ้านรึเปล่า?

แต่สำหรับผม ถ้าใช้คำว่า "คิด"ตอนนี้คงสายเกินไป...

 

เศษฝุ่นพัดตลบขึ้นมาจากทางเท้าบาดแก้มเนียนๆที่ตอนนี้เป็นสีชมพูจัดด้วยแรงลม ก่อนรถเมล์อัศวินราตรีคันใหญ่สีม่วงบาดตาจะวิ่งพุ่งเข้ามาข้างหน้า

เสียงกระเป๋ารถเมล์หน้าตาประหลาดส่งเสียงต้อนรับอย่างรื่นเริง แต่มันลอดเข้ามาในโสตประสาทของผมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผมโยนเหรียญเกลเลียนให้เขา ขณะที่รองเท้าบู๊ตหนังตัดเย็บอย่างดีพาเท้าเล็กๆกระทบพื้นโลหะสีเงินราคาถูกไปตามทางบนรถเพื่อมุ่งไปยังเตียงนอนริมสุดดังเป็นจังหวะ แม้ร่างกายจะเคลื่อนไหวไปตามสิ่งที่ควรจะทำ แต่ในจิตใจของผมกลับจมดิ่งลงไปกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา

 

...คฤหาสน์มัลฟอย เมื่อ 30 นาทีก่อน...

ในห้องนอนสีขาวสะอาดตาสไตล์ฝรั่งเศส เอลฟ์ประจำบ้านทั้งสิบยืนเรียงเป็นแถวยาวไปตามแนวผนังกำลังลงโทษตัวเองด้วยการปั่นจิ้งหรีด เบื้องหน้านั้นร่างเล็กๆในชุดนอนสีขาวนั่งเม้มปากที่สีกลีบกุหลาบจนซีดขาว มือเล็กๆขยุ้มผ้าคลุมเตียงจนยับย่น ดวงตาสีเทาฉายแววโทสะที่คาดเดาไม่ได้ ขัดกลับน้ำใสๆที่เอ่ออยู่ในดวงตา และร่างสูงโปร่งในชุดนอนลูกไม้ชั้นเยี่ยมสีครีมที่ยืนอยู่ที่ประตู

"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมทำตัวอย่างนี้ เดรโก!!"

"..."

 "แล้วทำไมยังไม่แต่งตัว แม่สั่งเอลฟ์ให้มาบอกลูกตั้งนานแล้วไม่ใช่รึไง ลูกต้องไปดินเนอร์กับครอบครัวพาร์กินสันคืนนี้ ไม่มีข้อยกเว้น เข้าใจแม่มั้ย"

"..."

"เดรโก ทำไมแม่พูดไม่ตอบ"

"ผมไม่อยากให้ใครมาสั่ง ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพูด ไม่อยาก..."

"ดี... ดี...เดรโก... ไม่อยากให้ใครมาสั่ง ไม่อยากพูด ใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ไป ไม่ต้องมาพูดกับแม่อีก"

เสียงประตูกระแทกปิดอย่างดังตามหลังมาโดยทันที ริมฝีปากที่กำลังค้างเพื่อเล่าความในใจปิดลงพร้อมกับหยดน้ำตาไหลลงมาช้าๆ

 

"ถูกแล้วล่ะ ที่ออกมาจากที่นั่น" ร่างบางๆพึมพำเบาๆ ก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงช้าๆ และปิดดวงตาลงอย่างอ่อนแรง แต่ภายในใจความคิดยังคงวิ่งวนไม่หยุด

...ผมรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมในวันนี้มันเล็กน้อยและอาจดูไร้สาระในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ แต่ผมไม่สามารถจะอยู่ได้โดยปราศจากความรักความห่วงใยความเข้าใจ ทุกคนที่เปิดประตูเข้ามาเพียงเพื่อจะสั่งผมอย่างเดียว แม้แต่เอลฟ์ก็มีแต่เรื่องเข้ามาให้ผมทำ มีแต่คำสั่งที่ผมต้องปฏิบัติ ผมต้องการแค่ความห่วงใยใส่ใจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แล้วพอผมจะเปิดใจระบายออกมา แม้แต่คุณแม่ของผมเองก็ไม่ยอมฟัง ไม่มีใครเข้าใจผมเลยหรือ แม้แต่แค่เพียง..อยาก..เข้าใจ ผมทนไม่ได้หรอก ทนไม่ได้จริงๆ  บางทีผมก็ไม่เข้าใจว่าจะหนีไปให้ไกลและไปอยู่ในที่ๆไม่คุ้นเคย ไปอยู่ในที่ๆมีคนรักเราน้อยกว่าเดิมทำไม แต่การที่คนที่เรารักและเชื่อว่าเขารักเราปฏิเสธเรานั้น มันเจ็บปวดกว่าหลายเท่านัก แล้วจะกลับบ้าน บ้านที่ไม่ใครเป็นห่วงไปเพื่ออะไร พรุ่งนี้ผมก็จะได้ไปโรงเรียน ไม่ต้องกลับบ้านแล้ว ไม่ต้องกลับไปอีกนานแสนนาน...

 

***********************************************

 

Harry's POV

ร่างสูงหันมองรอบๆอย่างว่องไว ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปยังกำแพงอิฐเบื้องหน้า เพียงพริบตาเดียวอากาศสดชื่นก็พัดพรูมาสัมผัสใบหน้า ท้องฟ้าสีฟ้าจัดตัดกับสีแดงเข้มของรถไฟขบวนยาวทอดตัวอยู่กลางชานชาลาที่ 9 ¾ แห่งนี้ ผมก้าวเท้ายาวๆเพื่อไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่เข้ามาก่อน รอนและเฮอร์ไมโอนี่ยืนอยู่ตรงนั้น กำลังเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนปกติ ขณะที่คนอื่นๆที่มุงอยู่รายล้อมรีบกวักมือเรียกผมให้เข้าไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินความรักฉบับแง่งอนของทั้งคู่อย่างว่องไว ผมสูดหายใจลึกๆเพื่อเก็บความทรงจำอันแสนสุขนี้ให้เต็มปอด การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับเพื่อนฝูงที่สนิท ได้ยิ้มได้หัวเราะกับปัจจุบัน มีวันแห่งความสุขและสนุกสนานจากบ้านโพรงกระต่ายที่ผมเพิ่งจากมาเมื่อสักครู่นี้ มีพี่มีน้องมากมาย ทั้งพ่อและแม่ของรอนก็รักและเอ็นดูผมราวกับลูกแท้ๆของพวกเขาเอง และผมก็คอยแทบไม่ไหวที่จะได้กลับเข้าไปทำเรื่องสนุกๆและแหกกฎเล็กๆน้อยๆที่โรงเรียนอีกครั้ง ผมอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่าคนเราจะมีความสุขได้มากแค่ไหนกัน? และหากมีความสุขจนเต็มล้นขนาดนี้แล้ว ชีวิตของผมคนนี้ยังจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้ได้อีก???

 

ที่จุดลิบๆไกลสายตา ร่างเล็กๆร่างหนึ่งกำลังเดินเอนไปเอนมา ไม่รู้เป็นเพราะแรงลมหรือเพราะกระเป๋ามากมายที่พยายามแบกมาจนเกินตัว ผมสีบลอนด์อ่อนนุ่มปลิวกระจายตามลมที่พัดไปทุกทิศทุกทาง

...และบางที...นี่แหละคือคำตอบของทั้งชีวิตของผม...

ว่าแต่ ทำไมวันนี้ "คำตอบของผม" ถึงดูแปลกกว่าทุกวัน

เส้นผมสีบลอนด์ต้องถูกเซตด้วยเจลอย่างมีสไตล์ ชุดนักเรียนต้องเนี้ยบและเรียบกริบขนาดพายุโหมไม่กระดิก และที่สำคัญ คำตอบของผม ไม่เคยต้องถือกระเป๋าเองหรอกครับ จะต้องมีคนคอยล้อมหน้าล้อมหลังดูแลซักกองทัพย่อยๆ

 

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

***********************************************

 

แฮร์รี่รีบหลบออกจากวงสนทนาอย่างเงียบๆ ก่อนจะลัดเลาะตามชานชาลามาหลบหลังเสาอิฐขนาดใหญ่ เมื่อเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเดินมาถึง เขาก็รีบดึงคนร่างเล็กเข้ามาโอบไว้ในทันที ในขณะที่มืออีกข้างพยายามดึงหูกระเป๋าอันใหญ่จากมือเล็กๆเพื่อช่วยรับน้ำหนัก

"เดรโก วันนี้นายเป็นอะไร" เสียงนุ่มๆจากคนตัวสูงเอ่ยถามขึ้น

"ไม่ต้องมายุ่ง!" คนร่างบางตอบเสียงห้วนพร้อมกับก้าวเท้าหนีไปอีกทาง ซึ่งนั่นทำให้อีกฝ่ายเสียงเข้มขึ้นทันที

"เดรโก..."

"อย่ามาออกคำสั่ง นายไม่มีสิทธิ์ใช้น้ำเสียงอย่างนั้นพูดกับฉัน" เดรโกตอบเสียงกระชากพลางเงยหน้าน้อยๆเพื่อจ้องตาอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ

"ฉันแค่อยากจะช่วยนายเท่านั้น แต่ถ้านั่นเป็นความต้องการของนาย ฉันก็จะไม่มาพูดหรือยุ่งวุ่นวายให้นายรำคาญใจอีก"

"ไม่ต้องมาพูดอย่างนี้หรอก ใช่สิ คนอย่างฉันมันทำอะไรเองไม่ได้ซักอย่าง นายไม่ต้องมาขู่ฉันหรอก แล้วอีกอย่าง..." เสียงของคนตัวเล็กเริ่มสั่นจนคุมไม่ได้ ขณะที่น้ำตาใสๆเริ่มเอ่อขึ้นมาตามขอบตาที่แดงก่ำ ขัดกับลูกตาสีเขียวใสของอีกฝั่งที่เบิ่งโพล่งด้วยความตกใจ

"อีกอย่าง...เมื่อวันก่อน นายก็เพิ่งพูดว่านายจะไม่พูดไม่ยุ่งกับฉันตลอดไปเลยไม่ใช่หรอ! เพราะฉะนั้น นายจะ...จะไสหัวไปไหนก็ไปให้พ้นเลย"

 

อีกมุมหนึ่ง

ชายหญิงคู่หนึ่งท่าทางลับล่อๆกำลังพลัดกันใช้กล้องส่องทางไกลประดับพลอยอันจิ๋วอย่างตั้งอกตั้งใจ เส้นผมสีบลอนด์ยาวของทั้งคู่พลิวไสวไปตามสายลม

"ที่รักคะ นั่นต้องเป็นสาเหตุแน่ๆเลย" นาร์ซิสซากระซิบข้างหูสามีของเธอ... ลูเซียส มัลฟอย ซึ่งบัดนี้กำลังกัดฟันกรอดๆ

"ผมเห็นด้วยจ๊ะ ที่รัก หนอยยยยย ไอ้กริฟฟินดอร์ก ไอ้หัวบาก กล้าทำกับลูกชายสุดที่รักของป๋าเยี่ยงนี้เชียวรึ ไม่พูดไม่จา ข้าวปลาไม่กิน ผมต้องออกไปสั่งสอนมันซะเดี๋ยวนี้เลย"

"อย่าค่ะ!" เสียงสูงแหลมปรี๊ดดังก้องขึ้นทั่วบริเวณ พลางรีบดึงแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของลูเซียสไว้เสียจนหงายหลัง ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาถึงกับหยุดจ้องด้วยความตกใจทีเดียว แต่นั่นก็น้อยกว่าสามีสุดที่รักของเธอ ที่ไม่เคยเห็นกริยามารยาทอย่างนี้ของภรรยามาก่อนในชีวิต

"ขอโทษค่ะ ที่รัก... แต่เมื่อคืนเราส่งกองทัพผู้เสพความวายออกไปตามหาแกจนทั่วเมือง แถมยังรบกวนลุงริดเดิ้ลกับหนุ่มในสังกัดของเขาออกตาม ลูกก็ยังไม่ยอมพูดอะไรซักนิดเดียว ฉะนั้น เรารอดูกันต่อก่อนดีกว่า เผื่อลูกจะพูดเรื่องราวทั้งหมดออกมา" นาร์ซิสซาป้องปากกระซิบเบาๆอย่างระวัง

 

กลับมาที่เสาอิฐปลายชาลา

"นั่นเสียงอะไรน่ะ" เดรโกกล่าวด้วยใบหน้าเหยเก พลางลดมือที่ป้องหูออก

"ฉันว่า...มันคุ้นๆ เหมือนเสียงแม่นายนะ" แฮร์รี่ตอบ

"จะบ้าเราะ! นายจะมารู้เสียงแม่ฉันได้ยังไง!" คนตัวเล็กตวาดแหว ฟังๆไปมันก็คล้ายเสียงเมื่อกี้อยู่ไม่น้อย เพียงแวบเดียวใบหน้าสวยก็สลดวูบลง น้ำตาใสๆเริ่มขึ้นมาคลออีกครั้ง พร้อมกับเสียงพูดเบาๆว่า

"อีกอย่าง... วันนี้คุณแม่ไม่มาหรอก"

"อ๋อ ฉันก็ต้องจำเสียงคุณแม่ว่าที่ภรรยา เอ๊ย ไม่ใช่... อ้าว เดรโก อย่าร้องน้า มันเกิดอะไรขึ้น บอกฉันสิ"

"ฮือๆๆๆ" ในที่สุดความตั้งใจจะทำนิ่งไว้ก็แตกสลาย น้ำตาไหลอาบแก้มขาวนวลลงมาเป็นสาย แฮร์รี่อ้าแขนกว้างเพื่อดึงเอาร่างเล็กมากอดแน่นๆ

"มันเกิดอะไรขึ้นครับ คนดี"

"ก็... เมื่อวานฉันทำสร้อยของเราขาด คืนก่อนเราก็เพิ่งทะเลาะกันมา แถมคุณแม่ก็ไม่ยอมฟังฉันเลย ไม่มีใครสนใจฉันเลย ฮือๆๆ"

 

"อย่างนี้นี่เอง" นาร์ซิสซากล่าว

"ผมก็น่าจะเข้าไปหาแกหน่อย" ลูเซียสพูดพลางถอนใจ

"ความจริงฉันก็ไม่น่าอารมณ์เสียกับลูกเลย เผอิญฉันกำลังโมโหที่ประมูลโคตรเพชรไม่ได้ อุตสาห์ตั้งใจว่าจะเอามาเป็นของขวัญให้คุณทำหัวตะพดอันใหม่ซะหน่อย อุ๊ย..."

"ดาร์ลิ้งของผมมมม" ลูเซียสยิ้มอย่างดีใจ แม้ว่านั่นจะดูน่ากลัวไม่ต่างจากยิ้มตอนเหี้ยมๆก็ตาม ก่อนที่คิ้วจะขมวดป็นปมเมื่อคิดถึงเรื่องที่ได้ฟังเมื่อกี้

"แต่คุณว่ามั้ย? ลูกของเรางี่เง่างอแงชะมัดเลย"

 

กลับมาที่เสาต้นเดิม

"โอ๋ ไม่ต้องร้องนะ เรื่องแค่นี้เอง" แฮร์รี่ลูบเส้นผมสีบลอนด์เบาๆอย่างอ่อนโยน

"ก็ฉันกลัวนี่" เดรโกพูดเสียงอู้อี้ ใบหน้าเล็กๆซุกอยู่กับอกกว้าง ทำให้แฮร์รี่อดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้

"กลัวอะไรหืม ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลยน้า"

"แฮร์รี่ ฉันกลัว ฉันกลัวที่จะรักษาความรักของเราไม่ได้ แม้แต่สร้อยเส้นเดียวฉันยังทำขาด แล้วฉันจะไปรักษาอะไรได้ นายก็รู้นี่ ว่าฉันมันตัวทำลาย...."

"ไม่จริงหรอก ไม่พูดอย่างนั้นนะ นายไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันจะเป็นห่วงนายและดูแลความรักของเราให้ดีเอง"

"นายเนี่ยนะ คนที่เพิ่งบอกว่าจะไม่พูดกับฉันเมื่อ36ชั่วโมงเองเนี่ยนะ"

"ก็ฉันงอนนายนี่" คนตัวใหญ่ทำท่าค้อน ซึ่งดูขัดกับหน้าตายิ่งนัก ก่อนจะพูดต่อว่า

"ฉันต้องฝ่าข่ายอาคมของพ่อนายมาตั้งหลายชั้นกว่าจะหายตัวเข้าไปในห้องนอนนายได้ นายก็ยังมัวแต่อ่านTwilightเป็นนิทานก่อนนอน แถมยังกรี๊ดไอ้พระเอกคูเลนอะไรนั่นอีก ฉันเห็นแล้วทนไม่ได้ อีกอย่างฉันว่าพ่อเขาที่ผมบลอนด์แถมผิวซีดๆเข้ากันดูหล่อเร้าใจกว่าตั้งเยอะ"

"ไม่จริง ฉันว่าผมสีเข้มดูดีกว่าตั้งเยอะ อีกอย่างนึง ฉันรู้ว่านายอยากให้ฉันวางหนังสือะได้ดึงฉันลงไปใต้ผ้าห่มถนัดๆล่ะซิ" คนตัวเล็กที่ตอนนี้ลืมความเศร้าไปเรียบร้อย ตั้งหน้าตั้งตาเถียงคำไม่ตกฟาก

"ก็มันหนาวนี่ เดรโก" แฮร์รี่ทำเสียงอ่อนลงทันควัน

"เดือนเมษาเนี่ยนะ นายนี่มันไม่ยอมรับผิดเลยจริงๆ" เดรโกสะบัดหน้าพรืด พลางนึกขึ้นได้ว่าตัวเองต้องเดินหนี จึง(ทำท่า)ยกกระเป๋าขึ้นมา

"โอเคๆ ขอโทษน้า"

"......"

"จุ๊บ" แฮร์รี่ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายสะบัดหน้าซ้ายทีขวาที จุ๊บแก้มเนียนไปหนึ่งที ดวงตาสีเขียวทอดไปยังคนข้างหน้าที่กำลังทำตาโต

"ผมขอโทษนะครับ"

...

"ดีมาก! แล้วต่อจากนี้ไปหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก!"  ในที่สุดลูเซียสก็โผล่ออกมาพลางใช้ไม้ตะพดเงินแท้ฝังหยก72ชิ้นชี้ไปที่ชายหนุ่มผมดำที่ทำได้เพียงพยักหน้าปลกๆ

"ลูกจ๋า อย่าโกรธมามี๊เลยนะลูก" นาร์ซิสซาพูดพลางตอบรับกอดจากลูกชาย

"ผมก็ต้องขอโทษเหมือนกันครับที่ทำตัวอย่างนั้น"

"วันหลังมีอะไรบอกพ่อ เดี๋ยวพ่อจัดการให้" ลูเซียสพูดเสียงเข้ม ก่อนจะหันกลับมาหาแฮร์รี่ ซึ่งตอนนี้ได้แต่สงสัยว่าเขามายืนอยู่ในวงล้อมครอบครัวมัลฟอยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

"แล้วฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงว่านายจะดูแลลูกชายฉันได้ ลูกฉันเป็นคนหน้าตาดี มีชาติตระกูล เรียนก็เก่ง รสนิยมก็สูง ใช้แต่ของชั้นหนึ่ง กินก็ยาก เรื่องก็มาก..."

"เอ่อ...คุณพ่อครับ..." มัลฟอยคนลูกขัดขึ้นเมื่อคุณพ่อที่รักเริ่มจะบรรยายลักษณะของเขาแปลกๆ

"ผมอยากจะดูแลเดรโกตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาชวนผมเป็นเพื่อน ผมอยากเป็นมากกว่านั้น...ก็เลยโมโหปฏิเสธเขาไป วันนี้โอกาสมาถึงอีกครั้ง ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังครับ" แฮร์รี่ตอบอย่างเข้มแข็ง

"ดีมาก ไม่งั้น..."

"ไม่งั้นฉันจะเอาหลานเดรโกไปเลี้ยงที่บ้านเอง!" ริดเดิ้ลในชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงปักดิ้นสีเขียวสลับเงินปรากฎตัวขึ้นกลางวงพร้อมกับสายรุ้งที่โปรยปรายเพื่อสร้างความอลังการในการมาถึงของเขา

"เฮ้ย!/ว้าย!/เอ๊ย!/อุ๊ย! มาได้ยังไงเนี่ย" ลูเซียส/นาร์ซิสซา/แฮร์รี่และเดรโกพูดขึ้นมาพร้อมกันอย่างตกใจ

"สวัสดีฮะ คุณพี่ทั้งสอง" ริดเดิ้ลตอบพร้อมยกมือไหว้อย่างแช่มช้อย "ก็ผมตามหลานเดรมาทั้งคืน หวังว่าจะพากลับห้อง! เอ๊ย! กลับมาส่งคุณพี่อย่างปลอดภัยให้ได้" ริดเดิ้ลกล่าวเสียงอ่อนหวานก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงเคร่งขรึมที่ควรจะเป็น

"ไอ้หัวแผลเป็น ถ้านายดูแลเดรโกไม่ดีล่ะก็ ฉันจะเอาเขา!"

โครม!!!! เสียงรถเข็นใครไม่รู้ชนกันดังสนั่น แต่นั่นไม่สามารถทำให้ทุกคนหลุดออกจากภาวะตะลึงงันกับคำพูดที่เพิ่งผ่านไปได้ ในขณะที่คนตัวเล็กผู้ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาครั้งนี้ถึงกับหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตๆผุดขึ้นมาตามหน้าผากขาวอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อเห็นทุกคนดูท่าจะเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงภายในใจของเขาดีเกินไป เอ๊ย! เห็นทุกคนเข้าใจผิดไปกันใหญ่  ริดเดิ้ลจึงจำต้องพูดให้ทุกคนเข้าใจให้ถูกต้องเสียใหม่

 "หมายถึงเอาเขาไปดูแลยะ"

"ไม่มีวันซะล่ะ" แฮร์รี่พูด "ฉันไม่มีวันยอมยกเดรโกให้ใคร โดยเฉพาะนาย ความเป็นศัตรูของเราไม่มีวันลบเลือนไป"

"แฮร์รี่ นายไปเป็นศัตรูกับลุงริดเดิ้ลตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ" เดรโกถามอย่างงงๆ

"ก็วันที่ฉันเกิด อีตาลุงของนายดันทำตะกร้าของเยี่ยมตกใส่หัวฉันนะสิ เป็นแผลเป็นเลย หน้าหล่อๆของฉันเสียหายหมด อย่างนี้มันยอมได้หรอ เดรโก" แฮร์รี่พูดด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง แต่ก็ไม่ลืมหยอดคำอ้อนตอนสุดท้ายให้คนตัวเล็กเห็นใจ

"อย่างนี้นี่เอง ไม่เป็นไรน้าาา ยังไงนายก็หล่อที่สุดอยู่แล้วล่ะ แฮร์รี่" เดรโกพูดเขินๆ

"ไม่จริง พ่อต่างหากที่หล่อที่สุด ผมไม่ยอมนะ นาร์ซิสซา ไม่ยอมๆๆๆๆๆ" ลูเซียสทำปากยื่นแบบเด็กเอาแต่ใจ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่ามัลฟอยคนลูกไปได้นิสัยขี้งอนและงอแงนี้มาจากใคร

"ไม่หรอก ที่รัก คุณน่ะหล่อที่สุดเลย" นาร์ซิสซาปลอบ

...

ดูท่าทางการโต้เถียงสไตล์ครอบครัวสุขสันต์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นนี้คงไม่จบลงง่ายๆ ยังมีอีกคนที่ไม่อยากจะเชื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าเป็นที่สุดเช่นกัน

"ไม่จริง ไม่จริงใช่มั้ยเนี่ย" รอนพูดพลางขยำผมสีแดงเพลิงบนหัวจนยุ่งไปหมด "รักกันตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเราะ เฮอร์ไมโอนี่บอกฉันทีว่ามันไม่จริง ฉันไม่เชื่อ"

"ความรักนี่มันห้ามกันไม่ได้จริงๆเนาะ จอร์จ" เฟร็ดพูดพลางส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้แฝดผู้น้องที่กำลังอายม้วนอยู่ข้างๆ

"นั่นสิ เฟร็ด ฉันก็ว่าอย่างนั้น"

และเรื่องราวแห่งความสุขของพวกเขาก็ยังคงจะดำเนินเรื่อยๆ

เหมือนกับเข็มนาฬิกาที่เดินไปไม่หยุดยั้ง

ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ก็คงจะต้องติดตามดูพวกเขา...ต่อไป

 

***********************The End************************

 

A/N : เป็นยังไงกันบ้าง??? หวานเลี่ยนจุกอกเกินไปมั้ย 5555 แต่งให้ฮาๆแต่ไม่รู้คนอ่านขำรึป่าว? ขำตรงไหนบอกกันบ้างน้า กีวี่จะได้เออ..ไม่ได้แต่งเองขำเองอยู่คนเดียว คนอื่นไม่เก็ทมุข แต่งเรื่องหน้าจะได้ทำได้ดีกว่าเดิมนะคะ^______^ ความจริงเรื่องนี้กีวี่คิดชื่อไทยไว้ด้วยว่า "ความงี่เง่าที่ทำให้เรารักกัน" แต่ไม่รู้ว่าฟังแล้วเป็นยังไง? เลยเอามาไว้ข้างหลังเช่นนี้ สำหรับตัวเรื่อง กีวี่ว่าภาษาตอนPOVยังไม่ค่อยเวิร์ก (ตอนอื่นก็ไม่เวิร์กป่ะ555) ใครมีข้อแนะนำอ่านตรงไหนติดขัดบอกได้เลยน้า อยากแก้อยู่เหมือนกัน ความจริงจะขอเบต้า แต่รู้สึกแต่งเรื่องสั้นแค่นี้ ยังมีหน้ากล้าขอเบต้าอีกหรอ เอิ้ก

สุดท้าย...รักคนอ่านนะคะ...ฮิฮิ

(รักมากกว่าเดิมซะอีกด้วยนะ)

edit @ 22 Apr 2009 22:56:31 by Giwi

edit @ 3 May 2009 23:43:56 by Giwi

 

Title: When "GRIMMAULD PLACE" is gone (เมื่อไม่มี "กริมโมลด์ เพลซ") - END

Author: Guinevere [Giwi chan]

Category: Humor/Romantic

Pairing: HP/DM

Rating: PG-13

Spoilers: เหตุการณ์จากเล่มเจ็ดนิดหน่อย แต่คงอ่านจบกันไปหมดแล้วววว^^

Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ และตัวละครจากในเรื่อง ซึ่งเป็นสิทธิสมบัติของ เจ เค โรวลิ่ง, วอร์เนอร์ บราส์, บลูมส์บิวรี่, นานมี, ฯลฯ

Summary: เมื่อแฮร์รี่กำลังจะสูญเสียบ้านอันเป็นที่รักไป แถมคนที่เป็นกำลังใจที่สำคัญที่สุดก็ดันหายหน้าไปไหนไม่รู้ แล้ว...เขาจะทำยังไง??

Author notes: Special**แต่งให้บอร์ดGrimmauld Place

อย่างที่บอกทุกคนตั้งแต่ตอนแรกว่าฟิกนี้ได้แรงบันดาลใจจากตอนแรกที่เราเห็นประกาศปิดบอร์ด ความรู้สึกต่างๆในเรื่องนี้เราก็พยายามถ่ายทอดมาจากความรู้สึกภายในใจของเรา

ตอนนี้ก็เป็นตอนจบแล้ว ช่วยเมนต์กันหน่อยนะๆ เชิญติชมได้เลย ไม่ต้องเกรงใจนะคะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะคะ

*******************************************************

 

31 ตุลาคม xxxx

 

ลมเย็นๆเบาสบายพัดผ่านใบหน้าเขาไปอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมอ่อนๆสดชื่นโชยมาอย่างอ่อนโยน เมื่อคืนเขาไม่ได้ปิดหน้าต่างนี่หน่า แฮร์รี่คิด บรรยากาศยามเช้า กลิ่นหอมที่คุ้นเคยในบ้านหลังนี้ของเขา มันน่าหลับไปชั่วนิรันดร์เสียจริงๆ

 

"อือออ..." แฮร์รี่ครางเบาๆพลางยืดตัวจากความเมื่อยขบที่นอนบนพื้นแข็งๆมาหลายคืน เมื่อเขาลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เขาเห็น

 

"นายอีกแล้วรึ" แฮร์รี่คิดพลางยิ้มในใจ ใบหน้าขาวเนียนไร้ที่ติ ควงตากลมโตสีเทาอมฟ้าใสๆ ริมฝีปากแดงนุ่มราวกับกลีบดอกไม้ และผมสีทองพลิ้วไหวนุ่มนิ่มราวกับเส้นไหม ภาพในใจเหล่านี้เขาจำได้ติดตาแม้จะมองแค่รูปภาพ ใจเขาก็ลอยไปถึงเจ้าตัวได้ซะแล้ว "นายจะทำฉันคิดถึงไปถึงไหนนะ"

 

"อรุณสวัสดิ์ครับ เดรโก" แฮร์รี่พูดทั้งๆที่ปิดตาอยู่อย่างนั้น ฝันดีอย่างนี้คงไม่มีใครอยากลืมตาขึ้นมาเผชิญหน้าความจริงอันโหดร้ายนักหรอก

 

ลมพัดไปอีกวูบหนึ่ง พร้อมกับกลิ่นหอมนั่นอีกแล้ว

แต่คราวนี้มีเสียงเบาๆลอยมาจากข้างตัวเขาด้วย

 

"...อรุณสวัสดิ์ แฮร์รี่..."

 

ดวงตาสีมรกตเบิ่งโพล่ง ความคิดในหัวเขาวิ่งอย่างรวดเร็ว ใช่ เมื่อคืนเขาไม่ได้นอนบนพื้น เขาไม่มีทางมองเห็นภาพจากแผนผังได้ เสียงที่คุ้นหู กลิ่นหอมที่คุ้นเคย และตอนนี้ร่างเล็กๆที่เหมือนความฝันทุกประการยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาเบิ่งโพล่งจ้องมาทางเขาด้วยความตกใจไม่แพ้กัน

 

แล้วเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมภาพในวันนี้มันถึงแจ่มชัดกว่าทุกวัน

*******************

 

"นายเข้ามาได้ไงเนี่ย" แฮร์รี่เขม่นคนข้างๆที่กำลังนั่งจิบนมอุ่นๆอยู่ที่โต๊ะกินข้าว

 

"เลขานายบอกว่านายอยู่ที่นี่... ส่วนรหัสฉันก็ถามจากครีเชอร์" ร่างเล็กๆยักไหล่ตอบราวกับมันเรื่องง่ายๆที่แสนจะธรรมดา

 

"แล้วนาย เอ่อ...มาทำอะไรล่ะ" แฮร์รี่พูดพลางชงกาแฟให้ตัวเอง และตั้งกระทะเตรียมทำอาหารเช้าให้ตัวเขาเองและคนตัวแสบข้างหน้า

 

"เลขานายบอกให้มาดูนายหน่อยน่ะ ฉันก็ไม่ได้เต็มใจซักเท่าไหร่หรอก"

 

"งั้นหรอออ ฉันเพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้แค่เลขาของฉันก็สามารถสั่งคุณหนูมัลฟอยให้ทำอะไรก็ได้แล้วนะเนี่ย" แฮร์รี่เริ่มสงครามประสาทอย่างช่วยไม่ได้ ก็คนตรงหน้ามันน่าแกล้งชะมัด

"ฉันนึกว่านายเป็นห่วงฉันซะอีก"

 

"เฮอะ..." คนตัวเล็กเบ้ปากพลางส่ายหน้า

 

"คิดถึงหรอ" คนตัวสูงยิ้มยียวน

 

"นายนี่หลงตัวเองไปหน่อยนะ"

 

"ถ้าอย่างนั้น..." ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องอย่างท้าทายกับดวงตาสีฟ้าซีดของคนตรงหน้า

 

"ไม่ได้เป็นห่วง ไม่ได้คิดถึง ผมไม่ได้มีค่าอะไรสักนี๊ด แล้วอะไรทำให้คุณหนูมัลฟอยผู้สูงส่งเสด็จมาที่นี่ล่ะครับ"

 

"...ฉัน..." มัลฟอยตะกุกตะกักขึ้นมาทันที ใจร้ายจริง เล่นต้อนเขาซะจนมุมเลยนะ ดวงตาสีซีดๆหรี่ลงอย่างใช้ความคิด บ้านจะโดนยึดยังปากดีอีกแหนะ เขาคิดขณะมองคนตัวสูงเทไข่ดาว2ฟองจากกระทะ กับวางขนมปังปิ้งอีก2แผ่นลงในจานอาหารเช้าก่อนจะยื่นให้เขา

 

"พอตเตอร์ ฉันกินไม่หมดหรอก นายเอาไปกินเองซิ" เสียงของเขายังสั่นๆอยู่และนั่นทำให้แฮร์รี่หัวเราะลั่น

 

"นายคิดจะเปลี่ยนเรื่องหรอ มัลฟอย การตอบคำถามจากใจนี่มันยากนักหรือไงครับ"

 

ผมสีทองนุ่มปรกลงบนใบหน้าขาวเนียนซึ่งกำลังก้มหน้างุดๆ แต่ถ้าใครคิดว่าเขากำลังเขินอยู่ล่ะก็ ฝันไปเถอะ ตอนนี้คิ้วเล็กๆได้รูปที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าผากเนียนเกือบจะผูกติดเป็นโบว์เพราะเจ้าตัวเค้นสมองอย่างหนัก และในที่สุด คนตัวเล็กก็เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงหน้าสว่างสดใส และนั่นก็มาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์สุดๆซะด้วย

 

"พอตเตอร์..." คนตัวเล็กพูดพลางมองคนตัวสูงซึ่งกำลังตั้งใจฟังและยิ้มอย่างท้าทายให้เขาซะด้วย

 

"ว่าแต่ ทำไมเมื่อเช้านายหลับตาแล้วพูดว่า อรุณสวัสดิ์ เดรโก ล่ะ"

******************************

 

อึ้ง!

 

ร้ายจริงเชียว แฮร์รี่คิดพลางแอบเหลือบมองใบหน้าสวยๆนั่น ซึ่งตอนนี้กำลังยิ้มอย่างภูมิใจที่สามารถเอาตัวรอดและมาถือไพ่เหนือกว่าเขาได้ แถมยังเน้นคำว่า "เดรโก" ซะชัดเจนเสียด้วยนะ แฮร์รี่รู้สึกใจเต้นแปลกๆและเป็นฝ่ายตะกุกตะกักขึ้นมาแทน

จะให้ตอบว่าไงได้เล่า เล่นนอนมองรูปเขาหลับมาตั้งหลายคืน แถมตอนเช้าก็พูดอย่างนี้มาอีกตั้งหลายวัน อยู่ๆใครเขาจะคิดล่ะครับว่า เดรโก มัลฟอย คุณชายแห่งบ้านสลิธีรินตัวจริงเสียงจริงจะมายืนอยู่ในบ้านเขา แถมเป็นในห้องนอนซะด้วย

 

"คงเพราะฉันคิดถึงนายล่ะมั้ง" แฮร์รี่พูดยิ้มๆ

 

แล้วเขาก็รู้ว่าวิธีเอาตัวรอดของเขาทั้งคู่ไม่ได้ต่างกันเลย นั่นก็คือ กวนให้ได้มากกว่าอีกฝ่ายนึงนั่นเอง

 

กลับมาเป็นคนตัวเล็กอึกอักอีกครั้งซะแล้ว

 

แต่ในที่สุด คนตัวสูงก็ดูจะยอมอ่อนข้อให้กับเกมครั้งนี้ไปง่ายๆเสียก่อน เมื่อเขาจัดการเรื่องในครัวเรียบร้อย แฮร์รี่ก็เลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกับมัลฟอย พลางเอาคางเกยกับไหล่เล็กๆเบาๆ

 

"นายหายไปไหนมาตั้งหลายวันฮึ ฉันเป็นห่วงนายมาก รู้มั้ย?"

 

ใบหน้าเนียนๆร้อนผ่าวขึ้นทันที หลังจากจัดการธุระบางอย่างเสร็จเรียบร้อย เขาก็มาที่นี่ทันที "แล้วนายจะต้องขอบใจฉัน พอตเตอร์" เจ้าของดวงตาสีฟ้าซีดคิดพลางแอบเหลือบมองใบหน้าของคนข้างๆ เขารู้เรื่องการยึดบ้านนี้ก่อนแฮร์รี่เองเสียอีก แน่ล่ะ ตระกูลเขาอยู่ในวงธุรกิจมักเกิ้ลนี่ และเขาก็รู้ว่าแฮร์รี่ต้องเสียใจมากแน่ๆ ยิ่งเห็นแฮร์รี่อ่อนลงให้เขาขนาดนี้ เขาเองก็อดที่จะยอมลงให้ด้วยเช่นกัน

 

"ฉันแค่ไปทำงานเอง พอตเตอร์...แค่ไปทำงานเอง ไม่เป็นไรหรอก"

*********************************************************

 

หลังจากนั้น พวกเขาทั้งคู่ก็กลับมาเริ่มสงครามประสาทกันอีกครั้ง ทั้งสองกวนกันไปกวนกันมาไม่เลิกรา จนในที่สุดแฮร์รี่ก็ยกมือยอมแพ้ก่อนอีกครั้ง และดึงให้คนตัวเล็กๆลงมานั่งเล่นที่สวนหน้าบ้านด้วยกัน

 

"ไม่ได้พอตเตอร์ ทำไมนายถึงรู้ว่าฉันล่ะ ทำไมบอกมาๆๆๆ" คนตัวเล็กทำเสียงตะแง๊วๆกวนไม่เลิก

 

"..."

 

"แล้วใครให้นายเรียกฉันว่าเดรโก ฉันยังไม่ได้อนุญาตเลยนะ"

 

"มัลฟอย" น้ำเสียงของแฮร์รี่เปลี่ยนมาจริงจังทันที

 

"...มีอะไรหรอ...นายเป็นอะไรไปน่ะ"

 

"ฉัน..." แฮร์รี่ทำหน้าเศร้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ออสการ์ควรพิจารณาเขานะเนี่ย ยิ่งมองหน้าคนตัวเล็กข้างหน้าทำหน้าร้อนใจน้อยๆ เขาก็อดยิ้มกับความสามารถของตัวเองไม่ได้ และในที่สุดเขาก็ไม่อาจปิดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ไว้ได้

 

"ให้ฉันเรียกนายว่าเดรโกนะ"

*******************************

 

"เพี๊ยะ" เสียงฟาดลงที่แขนของแฮร์รี่ดังสนั่น แม้ว่ามันจะไม่เจ็บมาก แต่ก็สร้างรอยแดงเป็นแถบยาวได้อย่างชัดเจนทีเดียว

 

"นายนี่มัน..." คนตัวเล็กเม้มปากแน่น ตั้งท่าจะฟาดเขาอีกครั้ง

 

อยู่ดีๆก็มีเสียงประหลาดๆขัดจังหวะขึ้น

 

"กึกๆๆๆ ครืนนนน"

 

เสียงรถเครนหลายคันค่อยๆวิ่งผ่านหน้าไป

 

แฮร์รี่จ้องมองมันวิ่งผ่านหน้าไปจนสุดสายตา ในที่สุดภาพนี้ก็ดึงเขากลับสู่โลกของความจริงอีกครั้ง เขากลับไปนิ่งเงียบทันที ในหัวสมองเขามีแต่คำว่า ทำไม ทำไม และ ทำไม

 

อยู่ๆก็มีแขนมาคล้องตัวเขาไว้อย่างหลวมๆ เห็นดวงตาสีฟ้าใสๆมองมาทางเขาอย่างปลอบโยน

 

"ไม่เป็นไรหรอก" แฮร์รี่พูดพลางกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่น้ำร้อนๆที่ดูเหมือนจะเริ่มเอ่อขึ้นมาในดวงตา อย่างน้อยที่สุด...นายก็ได้มาที่นี่แล้ว แฮร์รี่คิด ทุกคนที่เขารักได้มาที่นี่ และได้มีเวลาแห่งความสุขด้วยกัน แม้ว่ามันจะสั้นๆก็ตาม เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะต้องแปลกใจเมื่อแขนของร่างเล็กโอบรอบตัวเขาแน่นเข้า หน้าผากเล็กๆพิงอยู่บนไหล่อย่างอ่อนโยน ก่อนเสียงเบาๆนั้นจะพูดว่า

 

"นายเรียกฉันว่าเดรโกก็ได้... แฮร์รี่"

************

 

หลังจากการเก็บข้าวของอย่างเงียบๆผ่านไป แฮร์รี่ก็มานั่งรับลมอยู่ที่ชายระเบียงหน้าบ้าน ตอนนี้จิตใจที่ปั่นป่วนของเขาเริ่มสงบลงเล็กน้อย ภายใต้ใบหน้าเคร่งเครียดนั้น เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าเพราะการมีใครสักคนข้างกายอย่างนี้มันช่วยแบ่งเบาความทุกข์หนักหนาเรื่องต่างๆให้เบาบางไปได้รึป่าวนะ เขามองไปรอบๆตัวบ้าน ต่อไปนี้ก็จะไม่ได้มาอยู่แบบนี้อีก ไม่มีที่ให้กลับมาพักใจหรือระลึกเรื่องราวดีๆที่ผ่านมาอีกต่อไป ต่อไปเขาอาจจะต้องไปอยู่ที่คอนโดซักพักนึงก่อน แล้วค่อยคิดหาทาง...

 

"แฮร์รี่" เสียงเล็กๆข้างตัวดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของเขา

 

"ฉันรู้ว่าฉันอาจจะช่วยอะไรนายไม่ได้มากนัก และการที่ฉันมาที่นี่ก็ทำให้นายมีเวลาได้อยู่กับสิ่งที่นายรักน้อยลง" ร่างเล็กๆรีบเอื้อมมือไปปิดปากของคนร่างสูงที่ตั้งท่าจะปฏิเสธไม่ให้ขัดจังหวะการพูดของเขา

 

"แต่สิ่งที่ฉันจะบอกนายก็คือ นายรู้มั้ย ในโลกนี้ไม่มีอะไรตายจากเราไปจริงๆหรอก ตราบใดที่นายยังคงคิดถึงมัน ตราบใดที่นายยังรักมัน มันก็ยังคงมีลมหายใจอยู่เสมอ มันอยู่ตรงนี้ ในหัวใจของนาย... กริมโมลด์เพลซก็เหมือนกัน ถึงนายจะไม่สามารถเข้ามาเหยียบย่างที่นี่ได้อีกเลย แต่มันก็ไม่มีวันตายจากหัวใจนายไปได้ ทุกความรู้สึกดีๆ ความทรงจำ มันจะมีชีวิตอยู่ในหัวใจของนายตลอดไป ตราบใดที่นายยังคงไม่ลืมมัน"

 

                "ขอบใจนะ ขอบใจมาก" แฮร์รี่รู้สึกอึ้งไปมากทีเดียว ที่คุณชายหัวใจน้ำแข็งพูดปลอบใจเขาได้อบอุ่นอ่อนโยนขนาดนี้

 

                "แล้วต่อไปนายจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ" ร่างเล็กๆถามต่อ

 

                "ยังไม่ค่อยแน่ใจ อาจจะเป็นคอน..." แฮร์รี่พูดซึ่งยังอึ้งไม่หายตอบตะกุกตะกัก แต่คนตัวเล็กดูท่าทางแปลกๆ กระสับกระส่ายชอบกล และยังรีบชิงพูดต่อขึ้นมาทันที

 

                "เอ่อ... แฮร์รี่ คืออย่างนี้นะ ...เออ...พ่อกับแม่ฉันน่ะ นายก็รู้นะว่าเขาเป็นยังไง แล้วเขาก็รู้ข่าวนี้น่ะ มันบังเอิญน่ะ แฮร์รี่ คือ...เขาให้ฉันมาชวนนายไปค้างที่บ้าน อาจจะซักอาทิตย์นึง ให้นายพอจัดการเรื่องที่อยู่ให้เรียบร้อย หรือซักวันสองวัน เขาอยากให้นายมาฉลองวันฮัลโลวีนด้วยกัน ก็ฮัลโลวีนทั้งที ไม่มีบ้านมันลางร้ายจะตาย" ร่างเล็กๆพูดยาวปรือราวกับท่องมา แม้ว่าจะดูเขินๆอยู่บ้าง แต่แฮร์รี่ก็มั่นใจว่าจุดประสงค์ของการพูดนั่น เป็นการชวนเขาไปค้างที่คฤหาสน์มัลฟอยอย่างแน่นอน

 

                แฮร์รี่ถึงกับหัวเราะออกมา เขารู้ดีว่าต่อให้มีเรื่องที่น่ายินดีเพียงใด คนเราก็ไม่สามารถจะลืมความสูญเสียไปได้ในคราวเดียว แฮร์รี่มองลงไปยังใบหน้าขาวเนียนข้างๆอีกครั้ง ถึงกับออกปากมาชวนด้วยตัวเองขนาดนี้ แม้กว่าจะกล้าพูดออกมาได้มันจะมาถึงดึกเอาป่านนี้ แต่แฮร์รี่ก็อดสัมผัสถึงความห่วงใยจากเจ้าของดวงตาสีฟ้าจางๆมีให้ไม่ได้ คราวที่แล้วแค่เขาไปกินมื้อเย็นที่คฤหาสน์มัลฟอยด้วย ร่างเล็กๆยังโวยวายแทบจะเป็นจะตาย

 

"เออ... ฉันคิดว่าฉันคงไม่..."

 

"นี่นายจะปฏิเสธพ่อแม่ฉันหรอ" ร่างเล็กขัดขึ้นในทันทีทันใด "ฉันยอมรับว่าบ้านฉันมันไม่ใช่สถานที่แห่งความทรงจำดีๆอะไรของนายเลย แต่อย่างน้อยนายน่าจะไปพักผ่อนซะหน่อยนะ ทำใจให้สบาย พ่อแม่ฉันเขาเป็นห่วงนายมากเลย แล้วไปที่นั่น นายก็ไม่ต้องทำอะไรเลยนะ เดี๋ยวฉันสั่งให้เอลฟ์จัดการให้ อ๋อ...แล้วจดหมายลางานเดี๋ยวฉันส่งให้ก็ได้ ฉันว่าช่วงนี้นายดูโทรมมาก..." อยู่ๆเสียงที่พูดน้ำไหลไฟดับก็ขาดห้วงไป ริมฝีปากสีชมพูนุ่มนิ่มโดนประกบลงอย่างแผ่วเบา เนิ่นนาน และสรรพสิ่งทุกอย่างก็พลันเงียบลง เหลือเพียงเสียงการเต้นของหัวใจของคนสองคนเท่านั้น

 

"ไปซิ ฉันจะพูดว่าฉันคงไม่ปฏิเสธน่ะ" ดวงตาสีเขียวมรกตเป็นประกายวิบวับภายหลังที่ใบหน้าของคนสองคนผละออกจากกัน

 

"แล้วที่นายจะค้านตอนแรก"

 

"อ๋อ ฉันจะบอกว่ามือนายที่ปิดปากฉันอยู่นิ่มมากเลยน่ะ" ร่างสูงหันมายิ้มยียวน

"ก็นายอุตสาห์มาชวนทั้งที ไม่ไปได้ไงกัน"

 

"พ่อแม่ฉันสั่งต่างหาก" เดรโกพูดเบาๆ พลางเชิดคางขึ้นน้อยๆ พร้อมกับปรายตามองคนข้างๆอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้

 

ดวงจันทร์สุกสว่างกลางท้องฟ้า ทั้งคู่เดินออกจากบ้านเลขที่12 กริมโมลด์เพลซช้าๆ แฮร์รี่หันไปมองมันเป็นครั้งสุดท้าย ขอบตาร้อนผ่าวและหยดน้ำตาอุ่นๆไหลรินลงมาเป็นครั้งแรกอย่างช่วยไม่ได้ เขากวาดตามองบ้าน บ้านแห่งความทรงจำของเขาเป็นครั้งสุดท้าย จ้องมันราวกับจะสลักทุกรายละเอียดลงไปในหัวใจ และแน่นอน เขาไม่มีวันลืม "กริมโมลด์ เพลซ" จะเป็นบ้านที่มีชีวิตอยู่ในหัวใจของเขาตลอดไป

 

-- THE END --

 

**********************************

แอบดูต่ออีกนิดดีกว่า

...

...

 

                ...ขณะเดินออกจากบ้าน

 

"ไม่อยากจะเชื่อว่านายจะมาชวนฉันถึงบ้านนะ เดรโก" แฮร์รี่พูดพลางอมยิ้ม ขอย้ำอีกซะทีเหอะนะ ก็โอกาสแบบนี้ หากันง่ายๆซะที่ไหน

 

"บอกว่าพ่อแม่สั่งมาน่ะ ไม่รู้เรื่องหรือไง" เดรโกกัดฟันตอบ พลางเบนหน้าไปอีกทาง เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่แทบจะปิดไม่มิดเช่นกัน ต้องรักษาฟอร์มหน่อย เดี๋ยวเสียชื่อวงศ์ตระกูลหมด(?!?)

ก่อนที่จะพยายามหาเหตุผลขึ้นมาพูดต่อ แต่อย่างที่เขาว่ากันว่า เวลาคนเราพยายามปิดบังอะไรสักอย่าง คนๆนั้นจะพยายามอ้างเรื่องร้อยแปดพันเก้าขึ้นมาพูดมากกว่าปกติ ซึ่งในกรณีนี้ก็.........

 

"แฮร์รี่ ฉันก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่ฉันจะพิศวาสอะไรนายหนักหนา ดูแลเอาใจใส่ซะเหลือเกิน" ร่างเล็กๆทำปากยื่นออกมาอย่างไม่พอใจ "ฉันว่าดีไม่ดีเขาคงอยากรับนายเป็นลูกบุญธรรมเลยด้วยซ้ำ"

 

เด็กอะไร? หึงแม้กระทั่งพ่อแม่ตัวเอง ต่อไปอนาคตเขาจะเป็นยังไงกันล่ะนี่ แฮร์รี่คิดขำๆ ก่อนจะพูดตอบ

 

"ฉันไม่อยากเป็นลูกบุญธรรมตระกูลมัลฟอยหรอกหน่า"

 

"ทำไม!" ร่างเล็กจี๊ดขึ้นมาทันที "อ๋อ ใช่สิ ตระกูลฉันมันคงไม่ดีสำหรับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษสินะ"ดวงตาสีฟ้าซีดๆตอนนี้ลุกวาวด้วยความโมโห

 

มัลฟอยก็เป็นมัลฟอยวันยันค่ำแหละน้า แฮร์รี่ยิ้มด้วยความเอ็นดู ก่อนจะพูดเสียงเบาไม่เกินกระซิบว่า

 

"เพราะว่าฉัน... อยากเป็นลูกเขยมากกว่า"

 

************

 

"อะไรนะ! นายพูดใหม่อีกทีซิ!! พูดอะไรของนาย ห๊า!" ใบหน้าขาวเนียนเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดทันทีด้วยความโมโหและความเขินสุดๆ แต่น่าจะเป็นอันหลังมากกว่า

 

"แน่ใจว่าอยากได้ยินอีกรอบนะ???"

 

"ไอ้บ้าเอ๊ย ฉันจะฆ่านาย"

 

ดูท่าทางราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ...

 

-- THE END จริงๆจ้า--

 

Ps. ความจริงตอนแรกคิดEpilogueไว้ด้วย แต่ยังไม่ได้ตั้งต้นพิมพ์เลย 555+

 

 

edit @ 19 Oct 2008 10:05:17 by Giwi-Chan


ShoutMix chat widget