[Fic HP/DM] - Sensitivity [that makes me loving you] - 1shot
posted on 18 Apr 2009 22:47 by giwi-guinevere in Kitchen-MyFictionRoom*Edit : หลังจากพลิกตัวไปมาสามตลบ กีวี่ว่าชื่อเรื่องมันผิดgrammarนะ (มีใครสนมั้ย5555) Verbตัวที่2น่าจะตามหลักgerundมากกว่า วันนี้ฤกษ์ดีถือโอกาสแก้ และขอบคุณทุกคอมเมนต์มาก อยากให้ทุกคนรู้ว่าทุกเมนต์มีความหมายมากสำหรับกีวี่นะคะ ขอบคุณจากใจจริงๆ^^
ไม่ได้อัพนานมากๆ แต่ความจริงก็เล่นอยู่เกือบทุกวัน (สังเกตได้จากtwitterข้างๆ) วันนี้แต่งฟิกมาฝากนะคะ งั้นก็...มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
******
Sensitivity [that makes me loving you]
Title: Sensitivity [that makes me loving you] : One-shot story
Author: Giwi [Guinevere]
Category: Fluff / Humor / PWP / AU
Pairing: HP/DM [Side RW/HG, FW/GW]
Rating: PG-13
Disclaimer: เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง แฮร์รี่ พอตเตอร์และตัวละครในเรื่องเป็นสิทธิสมบัติของ JK Rowling, Warner's Brother, Bloomsbury, นานมี etc. Except the imagination is mine นะคะ^^
Summary: เดรโกเป็นอะไรไปนะ?
Author notes: อยู่ๆแรงบันดาลใจก็พุ่งกระฉูดขึ้นมาตอนเกือบๆตีหนึ่ง จนเขียนพล็อตทั้งเรื่องจบภายใน10นาที แต่พอเอามาเขียนจริงๆนานหลายวันเลย เรื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความหวานเลี่ยนในชีวิต หากต้องการพล็อตซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศคิดแผนสามชั้นกว่าจะรักกันสามชาติ กรุณาหลีกเลี่ยง เพราะทั้งเรื่องเรามีแต่ความหวานปนฮาที่หาสาระไม่ได้จริงๆ
WARNING ก่อนเข้าเรื่อง อีกครั้ง(เพื่อความสบายใจของผู้เขียนและผู้อ่านนะจ๊ะ)
1. Y - Pairing Harry Potter/Draco Malfoy มีSideเล็กน้อยพอให้หอมปากหอมคอ
2. เหมาะสำหรับผู้ที่อยากบริโภคอะไรหวานแสบไส้ เรื่องนี้ไม่สามารถให้สาระอะไรได้จริงๆ
3. ไม่ยาวมาก ตอนเดียวจบค่ะ
มาเริ่มกันเลย...
***********************************************
Epilogue
Draco's POV
...คุณคิดจะเคยหนีออกจากบ้านรึเปล่า?
แต่สำหรับผม ถ้าใช้คำว่า "คิด"ตอนนี้คงสายเกินไป...
เศษฝุ่นพัดตลบขึ้นมาจากทางเท้าบาดแก้มเนียนๆที่ตอนนี้เป็นสีชมพูจัดด้วยแรงลม ก่อนรถเมล์อัศวินราตรีคันใหญ่สีม่วงบาดตาจะวิ่งพุ่งเข้ามาข้างหน้า
เสียงกระเป๋ารถเมล์หน้าตาประหลาดส่งเสียงต้อนรับอย่างรื่นเริง แต่มันลอดเข้ามาในโสตประสาทของผมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผมโยนเหรียญเกลเลียนให้เขา ขณะที่รองเท้าบู๊ตหนังตัดเย็บอย่างดีพาเท้าเล็กๆกระทบพื้นโลหะสีเงินราคาถูกไปตามทางบนรถเพื่อมุ่งไปยังเตียงนอนริมสุดดังเป็นจังหวะ แม้ร่างกายจะเคลื่อนไหวไปตามสิ่งที่ควรจะทำ แต่ในจิตใจของผมกลับจมดิ่งลงไปกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
...คฤหาสน์มัลฟอย เมื่อ 30 นาทีก่อน...
ในห้องนอนสีขาวสะอาดตาสไตล์ฝรั่งเศส เอลฟ์ประจำบ้านทั้งสิบยืนเรียงเป็นแถวยาวไปตามแนวผนังกำลังลงโทษตัวเองด้วยการปั่นจิ้งหรีด เบื้องหน้านั้นร่างเล็กๆในชุดนอนสีขาวนั่งเม้มปากที่สีกลีบกุหลาบจนซีดขาว มือเล็กๆขยุ้มผ้าคลุมเตียงจนยับย่น ดวงตาสีเทาฉายแววโทสะที่คาดเดาไม่ได้ ขัดกลับน้ำใสๆที่เอ่ออยู่ในดวงตา และร่างสูงโปร่งในชุดนอนลูกไม้ชั้นเยี่ยมสีครีมที่ยืนอยู่ที่ประตู
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมทำตัวอย่างนี้ เดรโก!!"
"..."
"แล้วทำไมยังไม่แต่งตัว แม่สั่งเอลฟ์ให้มาบอกลูกตั้งนานแล้วไม่ใช่รึไง ลูกต้องไปดินเนอร์กับครอบครัวพาร์กินสันคืนนี้ ไม่มีข้อยกเว้น เข้าใจแม่มั้ย"
"..."
"เดรโก ทำไมแม่พูดไม่ตอบ"
"ผมไม่อยากให้ใครมาสั่ง ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพูด ไม่อยาก..."
"ดี... ดี...เดรโก... ไม่อยากให้ใครมาสั่ง ไม่อยากพูด ใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ไป ไม่ต้องมาพูดกับแม่อีก"
เสียงประตูกระแทกปิดอย่างดังตามหลังมาโดยทันที ริมฝีปากที่กำลังค้างเพื่อเล่าความในใจปิดลงพร้อมกับหยดน้ำตาไหลลงมาช้าๆ
"ถูกแล้วล่ะ ที่ออกมาจากที่นั่น" ร่างบางๆพึมพำเบาๆ ก่อนจะเอนตัวลงบนเตียงช้าๆ และปิดดวงตาลงอย่างอ่อนแรง แต่ภายในใจความคิดยังคงวิ่งวนไม่หยุด
...ผมรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมในวันนี้มันเล็กน้อยและอาจดูไร้สาระในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ แต่ผมไม่สามารถจะอยู่ได้โดยปราศจากความรักความห่วงใยความเข้าใจ ทุกคนที่เปิดประตูเข้ามาเพียงเพื่อจะสั่งผมอย่างเดียว แม้แต่เอลฟ์ก็มีแต่เรื่องเข้ามาให้ผมทำ มีแต่คำสั่งที่ผมต้องปฏิบัติ ผมต้องการแค่ความห่วงใยใส่ใจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แล้วพอผมจะเปิดใจระบายออกมา แม้แต่คุณแม่ของผมเองก็ไม่ยอมฟัง ไม่มีใครเข้าใจผมเลยหรือ แม้แต่แค่เพียง..อยาก..เข้าใจ ผมทนไม่ได้หรอก ทนไม่ได้จริงๆ บางทีผมก็ไม่เข้าใจว่าจะหนีไปให้ไกลและไปอยู่ในที่ๆไม่คุ้นเคย ไปอยู่ในที่ๆมีคนรักเราน้อยกว่าเดิมทำไม แต่การที่คนที่เรารักและเชื่อว่าเขารักเราปฏิเสธเรานั้น มันเจ็บปวดกว่าหลายเท่านัก แล้วจะกลับบ้าน บ้านที่ไม่ใครเป็นห่วงไปเพื่ออะไร พรุ่งนี้ผมก็จะได้ไปโรงเรียน ไม่ต้องกลับบ้านแล้ว ไม่ต้องกลับไปอีกนานแสนนาน...
***********************************************
Harry's POV
ร่างสูงหันมองรอบๆอย่างว่องไว ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปยังกำแพงอิฐเบื้องหน้า เพียงพริบตาเดียวอากาศสดชื่นก็พัดพรูมาสัมผัสใบหน้า ท้องฟ้าสีฟ้าจัดตัดกับสีแดงเข้มของรถไฟขบวนยาวทอดตัวอยู่กลางชานชาลาที่ 9 ¾ แห่งนี้ ผมก้าวเท้ายาวๆเพื่อไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนที่เข้ามาก่อน รอนและเฮอร์ไมโอนี่ยืนอยู่ตรงนั้น กำลังเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนปกติ ขณะที่คนอื่นๆที่มุงอยู่รายล้อมรีบกวักมือเรียกผมให้เข้าไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินความรักฉบับแง่งอนของทั้งคู่อย่างว่องไว ผมสูดหายใจลึกๆเพื่อเก็บความทรงจำอันแสนสุขนี้ให้เต็มปอด การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับเพื่อนฝูงที่สนิท ได้ยิ้มได้หัวเราะกับปัจจุบัน มีวันแห่งความสุขและสนุกสนานจากบ้านโพรงกระต่ายที่ผมเพิ่งจากมาเมื่อสักครู่นี้ มีพี่มีน้องมากมาย ทั้งพ่อและแม่ของรอนก็รักและเอ็นดูผมราวกับลูกแท้ๆของพวกเขาเอง และผมก็คอยแทบไม่ไหวที่จะได้กลับเข้าไปทำเรื่องสนุกๆและแหกกฎเล็กๆน้อยๆที่โรงเรียนอีกครั้ง ผมอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่าคนเราจะมีความสุขได้มากแค่ไหนกัน? และหากมีความสุขจนเต็มล้นขนาดนี้แล้ว ชีวิตของผมคนนี้ยังจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้ได้อีก???
ที่จุดลิบๆไกลสายตา ร่างเล็กๆร่างหนึ่งกำลังเดินเอนไปเอนมา ไม่รู้เป็นเพราะแรงลมหรือเพราะกระเป๋ามากมายที่พยายามแบกมาจนเกินตัว ผมสีบลอนด์อ่อนนุ่มปลิวกระจายตามลมที่พัดไปทุกทิศทุกทาง
...และบางที...นี่แหละคือคำตอบของทั้งชีวิตของผม...
ว่าแต่ ทำไมวันนี้ "คำตอบของผม" ถึงดูแปลกกว่าทุกวัน
เส้นผมสีบลอนด์ต้องถูกเซตด้วยเจลอย่างมีสไตล์ ชุดนักเรียนต้องเนี้ยบและเรียบกริบขนาดพายุโหมไม่กระดิก และที่สำคัญ คำตอบของผม ไม่เคยต้องถือกระเป๋าเองหรอกครับ จะต้องมีคนคอยล้อมหน้าล้อมหลังดูแลซักกองทัพย่อยๆ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
***********************************************
แฮร์รี่รีบหลบออกจากวงสนทนาอย่างเงียบๆ ก่อนจะลัดเลาะตามชานชาลามาหลบหลังเสาอิฐขนาดใหญ่ เมื่อเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเดินมาถึง เขาก็รีบดึงคนร่างเล็กเข้ามาโอบไว้ในทันที ในขณะที่มืออีกข้างพยายามดึงหูกระเป๋าอันใหญ่จากมือเล็กๆเพื่อช่วยรับน้ำหนัก
"เดรโก วันนี้นายเป็นอะไร" เสียงนุ่มๆจากคนตัวสูงเอ่ยถามขึ้น
"ไม่ต้องมายุ่ง!" คนร่างบางตอบเสียงห้วนพร้อมกับก้าวเท้าหนีไปอีกทาง ซึ่งนั่นทำให้อีกฝ่ายเสียงเข้มขึ้นทันที
"เดรโก..."
"อย่ามาออกคำสั่ง นายไม่มีสิทธิ์ใช้น้ำเสียงอย่างนั้นพูดกับฉัน" เดรโกตอบเสียงกระชากพลางเงยหน้าน้อยๆเพื่อจ้องตาอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ
"ฉันแค่อยากจะช่วยนายเท่านั้น แต่ถ้านั่นเป็นความต้องการของนาย ฉันก็จะไม่มาพูดหรือยุ่งวุ่นวายให้นายรำคาญใจอีก"
"ไม่ต้องมาพูดอย่างนี้หรอก ใช่สิ คนอย่างฉันมันทำอะไรเองไม่ได้ซักอย่าง นายไม่ต้องมาขู่ฉันหรอก แล้วอีกอย่าง..." เสียงของคนตัวเล็กเริ่มสั่นจนคุมไม่ได้ ขณะที่น้ำตาใสๆเริ่มเอ่อขึ้นมาตามขอบตาที่แดงก่ำ ขัดกับลูกตาสีเขียวใสของอีกฝั่งที่เบิ่งโพล่งด้วยความตกใจ
"อีกอย่าง...เมื่อวันก่อน นายก็เพิ่งพูดว่านายจะไม่พูดไม่ยุ่งกับฉันตลอดไปเลยไม่ใช่หรอ! เพราะฉะนั้น นายจะ...จะไสหัวไปไหนก็ไปให้พ้นเลย"
อีกมุมหนึ่ง
ชายหญิงคู่หนึ่งท่าทางลับล่อๆกำลังพลัดกันใช้กล้องส่องทางไกลประดับพลอยอันจิ๋วอย่างตั้งอกตั้งใจ เส้นผมสีบลอนด์ยาวของทั้งคู่พลิวไสวไปตามสายลม
"ที่รักคะ นั่นต้องเป็นสาเหตุแน่ๆเลย" นาร์ซิสซากระซิบข้างหูสามีของเธอ... ลูเซียส มัลฟอย ซึ่งบัดนี้กำลังกัดฟันกรอดๆ
"ผมเห็นด้วยจ๊ะ ที่รัก หนอยยยยย ไอ้กริฟฟินดอร์ก ไอ้หัวบาก กล้าทำกับลูกชายสุดที่รักของป๋าเยี่ยงนี้เชียวรึ ไม่พูดไม่จา ข้าวปลาไม่กิน ผมต้องออกไปสั่งสอนมันซะเดี๋ยวนี้เลย"
"อย่าค่ะ!" เสียงสูงแหลมปรี๊ดดังก้องขึ้นทั่วบริเวณ พลางรีบดึงแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของลูเซียสไว้เสียจนหงายหลัง ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาถึงกับหยุดจ้องด้วยความตกใจทีเดียว แต่นั่นก็น้อยกว่าสามีสุดที่รักของเธอ ที่ไม่เคยเห็นกริยามารยาทอย่างนี้ของภรรยามาก่อนในชีวิต
"ขอโทษค่ะ ที่รัก... แต่เมื่อคืนเราส่งกองทัพผู้เสพความวายออกไปตามหาแกจนทั่วเมือง แถมยังรบกวนลุงริดเดิ้ลกับหนุ่มในสังกัดของเขาออกตาม ลูกก็ยังไม่ยอมพูดอะไรซักนิดเดียว ฉะนั้น เรารอดูกันต่อก่อนดีกว่า เผื่อลูกจะพูดเรื่องราวทั้งหมดออกมา" นาร์ซิสซาป้องปากกระซิบเบาๆอย่างระวัง
กลับมาที่เสาอิฐปลายชาลา
"นั่นเสียงอะไรน่ะ" เดรโกกล่าวด้วยใบหน้าเหยเก พลางลดมือที่ป้องหูออก
"ฉันว่า...มันคุ้นๆ เหมือนเสียงแม่นายนะ" แฮร์รี่ตอบ
"จะบ้าเราะ! นายจะมารู้เสียงแม่ฉันได้ยังไง!" คนตัวเล็กตวาดแหว ฟังๆไปมันก็คล้ายเสียงเมื่อกี้อยู่ไม่น้อย เพียงแวบเดียวใบหน้าสวยก็สลดวูบลง น้ำตาใสๆเริ่มขึ้นมาคลออีกครั้ง พร้อมกับเสียงพูดเบาๆว่า
"อีกอย่าง... วันนี้คุณแม่ไม่มาหรอก"
"อ๋อ ฉันก็ต้องจำเสียงคุณแม่ว่าที่ภรรยา เอ๊ย ไม่ใช่... อ้าว เดรโก อย่าร้องน้า มันเกิดอะไรขึ้น บอกฉันสิ"
"ฮือๆๆๆ" ในที่สุดความตั้งใจจะทำนิ่งไว้ก็แตกสลาย น้ำตาไหลอาบแก้มขาวนวลลงมาเป็นสาย แฮร์รี่อ้าแขนกว้างเพื่อดึงเอาร่างเล็กมากอดแน่นๆ
"มันเกิดอะไรขึ้นครับ คนดี"
"ก็... เมื่อวานฉันทำสร้อยของเราขาด คืนก่อนเราก็เพิ่งทะเลาะกันมา แถมคุณแม่ก็ไม่ยอมฟังฉันเลย ไม่มีใครสนใจฉันเลย ฮือๆๆ"
"อย่างนี้นี่เอง" นาร์ซิสซากล่าว
"ผมก็น่าจะเข้าไปหาแกหน่อย" ลูเซียสพูดพลางถอนใจ
"ความจริงฉันก็ไม่น่าอารมณ์เสียกับลูกเลย เผอิญฉันกำลังโมโหที่ประมูลโคตรเพชรไม่ได้ อุตสาห์ตั้งใจว่าจะเอามาเป็นของขวัญให้คุณทำหัวตะพดอันใหม่ซะหน่อย อุ๊ย..."
"ดาร์ลิ้งของผมมมม" ลูเซียสยิ้มอย่างดีใจ แม้ว่านั่นจะดูน่ากลัวไม่ต่างจากยิ้มตอนเหี้ยมๆก็ตาม ก่อนที่คิ้วจะขมวดป็นปมเมื่อคิดถึงเรื่องที่ได้ฟังเมื่อกี้
"แต่คุณว่ามั้ย? ลูกของเรางี่เง่างอแงชะมัดเลย"
กลับมาที่เสาต้นเดิม
"โอ๋ ไม่ต้องร้องนะ เรื่องแค่นี้เอง" แฮร์รี่ลูบเส้นผมสีบลอนด์เบาๆอย่างอ่อนโยน
"ก็ฉันกลัวนี่" เดรโกพูดเสียงอู้อี้ ใบหน้าเล็กๆซุกอยู่กับอกกว้าง ทำให้แฮร์รี่อดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้
"กลัวอะไรหืม ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลยน้า"
"แฮร์รี่ ฉันกลัว ฉันกลัวที่จะรักษาความรักของเราไม่ได้ แม้แต่สร้อยเส้นเดียวฉันยังทำขาด แล้วฉันจะไปรักษาอะไรได้ นายก็รู้นี่ ว่าฉันมันตัวทำลาย...."
"ไม่จริงหรอก ไม่พูดอย่างนั้นนะ นายไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันจะเป็นห่วงนายและดูแลความรักของเราให้ดีเอง"
"นายเนี่ยนะ คนที่เพิ่งบอกว่าจะไม่พูดกับฉันเมื่อ36ชั่วโมงเองเนี่ยนะ"
"ก็ฉันงอนนายนี่" คนตัวใหญ่ทำท่าค้อน ซึ่งดูขัดกับหน้าตายิ่งนัก ก่อนจะพูดต่อว่า
"ฉันต้องฝ่าข่ายอาคมของพ่อนายมาตั้งหลายชั้นกว่าจะหายตัวเข้าไปในห้องนอนนายได้ นายก็ยังมัวแต่อ่านTwilightเป็นนิทานก่อนนอน แถมยังกรี๊ดไอ้พระเอกคูเลนอะไรนั่นอีก ฉันเห็นแล้วทนไม่ได้ อีกอย่างฉันว่าพ่อเขาที่ผมบลอนด์แถมผิวซีดๆเข้ากันดูหล่อเร้าใจกว่าตั้งเยอะ"
"ไม่จริง ฉันว่าผมสีเข้มดูดีกว่าตั้งเยอะ อีกอย่างนึง ฉันรู้ว่านายอยากให้ฉันวางหนังสือะได้ดึงฉันลงไปใต้ผ้าห่มถนัดๆล่ะซิ" คนตัวเล็กที่ตอนนี้ลืมความเศร้าไปเรียบร้อย ตั้งหน้าตั้งตาเถียงคำไม่ตกฟาก
"ก็มันหนาวนี่ เดรโก" แฮร์รี่ทำเสียงอ่อนลงทันควัน
"เดือนเมษาเนี่ยนะ นายนี่มันไม่ยอมรับผิดเลยจริงๆ" เดรโกสะบัดหน้าพรืด พลางนึกขึ้นได้ว่าตัวเองต้องเดินหนี จึง(ทำท่า)ยกกระเป๋าขึ้นมา
"โอเคๆ ขอโทษน้า"
"......"
"จุ๊บ" แฮร์รี่ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายสะบัดหน้าซ้ายทีขวาที จุ๊บแก้มเนียนไปหนึ่งที ดวงตาสีเขียวทอดไปยังคนข้างหน้าที่กำลังทำตาโต
"ผมขอโทษนะครับ"
...
"ดีมาก! แล้วต่อจากนี้ไปหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก!" ในที่สุดลูเซียสก็โผล่ออกมาพลางใช้ไม้ตะพดเงินแท้ฝังหยก72ชิ้นชี้ไปที่ชายหนุ่มผมดำที่ทำได้เพียงพยักหน้าปลกๆ
"ลูกจ๋า อย่าโกรธมามี๊เลยนะลูก" นาร์ซิสซาพูดพลางตอบรับกอดจากลูกชาย
"ผมก็ต้องขอโทษเหมือนกันครับที่ทำตัวอย่างนั้น"
"วันหลังมีอะไรบอกพ่อ เดี๋ยวพ่อจัดการให้" ลูเซียสพูดเสียงเข้ม ก่อนจะหันกลับมาหาแฮร์รี่ ซึ่งตอนนี้ได้แต่สงสัยว่าเขามายืนอยู่ในวงล้อมครอบครัวมัลฟอยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
"แล้วฉันจะเชื่อใจนายได้ยังไงว่านายจะดูแลลูกชายฉันได้ ลูกฉันเป็นคนหน้าตาดี มีชาติตระกูล เรียนก็เก่ง รสนิยมก็สูง ใช้แต่ของชั้นหนึ่ง กินก็ยาก เรื่องก็มาก..."
"เอ่อ...คุณพ่อครับ..." มัลฟอยคนลูกขัดขึ้นเมื่อคุณพ่อที่รักเริ่มจะบรรยายลักษณะของเขาแปลกๆ
"ผมอยากจะดูแลเดรโกตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาชวนผมเป็นเพื่อน ผมอยากเป็นมากกว่านั้น...ก็เลยโมโหปฏิเสธเขาไป วันนี้โอกาสมาถึงอีกครั้ง ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุด ไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังครับ" แฮร์รี่ตอบอย่างเข้มแข็ง
"ดีมาก ไม่งั้น..."
"ไม่งั้นฉันจะเอาหลานเดรโกไปเลี้ยงที่บ้านเอง!" ริดเดิ้ลในชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงปักดิ้นสีเขียวสลับเงินปรากฎตัวขึ้นกลางวงพร้อมกับสายรุ้งที่โปรยปรายเพื่อสร้างความอลังการในการมาถึงของเขา
"เฮ้ย!/ว้าย!/เอ๊ย!/อุ๊ย! มาได้ยังไงเนี่ย" ลูเซียส/นาร์ซิสซา/แฮร์รี่และเดรโกพูดขึ้นมาพร้อมกันอย่างตกใจ
"สวัสดีฮะ คุณพี่ทั้งสอง" ริดเดิ้ลตอบพร้อมยกมือไหว้อย่างแช่มช้อย "ก็ผมตามหลานเดรมาทั้งคืน หวังว่าจะพากลับห้อง! เอ๊ย! กลับมาส่งคุณพี่อย่างปลอดภัยให้ได้" ริดเดิ้ลกล่าวเสียงอ่อนหวานก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงเคร่งขรึมที่ควรจะเป็น
"ไอ้หัวแผลเป็น ถ้านายดูแลเดรโกไม่ดีล่ะก็ ฉันจะเอาเขา!"
โครม!!!! เสียงรถเข็นใครไม่รู้ชนกันดังสนั่น แต่นั่นไม่สามารถทำให้ทุกคนหลุดออกจากภาวะตะลึงงันกับคำพูดที่เพิ่งผ่านไปได้ ในขณะที่คนตัวเล็กผู้ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาครั้งนี้ถึงกับหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตๆผุดขึ้นมาตามหน้าผากขาวอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเห็นทุกคนดูท่าจะเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงภายในใจของเขาดีเกินไป เอ๊ย! เห็นทุกคนเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ริดเดิ้ลจึงจำต้องพูดให้ทุกคนเข้าใจให้ถูกต้องเสียใหม่
"หมายถึงเอาเขาไปดูแลยะ"
"ไม่มีวันซะล่ะ" แฮร์รี่พูด "ฉันไม่มีวันยอมยกเดรโกให้ใคร โดยเฉพาะนาย ความเป็นศัตรูของเราไม่มีวันลบเลือนไป"
"แฮร์รี่ นายไปเป็นศัตรูกับลุงริดเดิ้ลตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ" เดรโกถามอย่างงงๆ
"ก็วันที่ฉันเกิด อีตาลุงของนายดันทำตะกร้าของเยี่ยมตกใส่หัวฉันนะสิ เป็นแผลเป็นเลย หน้าหล่อๆของฉันเสียหายหมด อย่างนี้มันยอมได้หรอ เดรโก" แฮร์รี่พูดด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง แต่ก็ไม่ลืมหยอดคำอ้อนตอนสุดท้ายให้คนตัวเล็กเห็นใจ
"อย่างนี้นี่เอง ไม่เป็นไรน้าาา ยังไงนายก็หล่อที่สุดอยู่แล้วล่ะ แฮร์รี่" เดรโกพูดเขินๆ
"ไม่จริง พ่อต่างหากที่หล่อที่สุด ผมไม่ยอมนะ นาร์ซิสซา ไม่ยอมๆๆๆๆๆ" ลูเซียสทำปากยื่นแบบเด็กเอาแต่ใจ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่ามัลฟอยคนลูกไปได้นิสัยขี้งอนและงอแงนี้มาจากใคร
"ไม่หรอก ที่รัก คุณน่ะหล่อที่สุดเลย" นาร์ซิสซาปลอบ
...
ดูท่าทางการโต้เถียงสไตล์ครอบครัวสุขสันต์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นนี้คงไม่จบลงง่ายๆ ยังมีอีกคนที่ไม่อยากจะเชื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าเป็นที่สุดเช่นกัน
"ไม่จริง ไม่จริงใช่มั้ยเนี่ย" รอนพูดพลางขยำผมสีแดงเพลิงบนหัวจนยุ่งไปหมด "รักกันตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเราะ เฮอร์ไมโอนี่บอกฉันทีว่ามันไม่จริง ฉันไม่เชื่อ"
"ความรักนี่มันห้ามกันไม่ได้จริงๆเนาะ จอร์จ" เฟร็ดพูดพลางส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้แฝดผู้น้องที่กำลังอายม้วนอยู่ข้างๆ
"นั่นสิ เฟร็ด ฉันก็ว่าอย่างนั้น"
และเรื่องราวแห่งความสุขของพวกเขาก็ยังคงจะดำเนินเรื่อยๆ
เหมือนกับเข็มนาฬิกาที่เดินไปไม่หยุดยั้ง
ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ก็คงจะต้องติดตามดูพวกเขา...ต่อไป
***********************The End************************
A/N : เป็นยังไงกันบ้าง??? หวานเลี่ยนจุกอกเกินไปมั้ย 5555 แต่งให้ฮาๆแต่ไม่รู้คนอ่านขำรึป่าว? ขำตรงไหนบอกกันบ้างน้า กีวี่จะได้เออ..ไม่ได้แต่งเองขำเองอยู่คนเดียว คนอื่นไม่เก็ทมุข แต่งเรื่องหน้าจะได้ทำได้ดีกว่าเดิมนะคะ^______^ ความจริงเรื่องนี้กีวี่คิดชื่อไทยไว้ด้วยว่า "ความงี่เง่าที่ทำให้เรารักกัน" แต่ไม่รู้ว่าฟังแล้วเป็นยังไง? เลยเอามาไว้ข้างหลังเช่นนี้ สำหรับตัวเรื่อง กีวี่ว่าภาษาตอนPOVยังไม่ค่อยเวิร์ก (ตอนอื่นก็ไม่เวิร์กป่ะ555) ใครมีข้อแนะนำอ่านตรงไหนติดขัดบอกได้เลยน้า อยากแก้อยู่เหมือนกัน ความจริงจะขอเบต้า แต่รู้สึกแต่งเรื่องสั้นแค่นี้ ยังมีหน้ากล้าขอเบต้าอีกหรอ เอิ้ก
สุดท้าย...รักคนอ่านนะคะ...ฮิฮิ
(รักมากกว่าเดิมซะอีกด้วยนะ)
edit @ 22 Apr 2009 22:56:31 by Giwi
edit @ 3 May 2009 23:43:56 by Giwi